วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แบบฝึกหัด
1.ระบบย่อยของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS Subsystem) สามารถแบ่งระบบย่อยของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการได้ตามหน้าที่ในองค์การเป็น 4 ระบบดังต่อไปนี้

จงอธิบายแต่ละระบบมาพอเข้าใจพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

1.1 ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ (Transaction Processing System)

ตอบ ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ (Transaction Processing System) หรือที่เรียกว่า TPS หมายถึงระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อให้ทำงานเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในองค์การโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ เข้ามาเป็นอุปกรณ์หลัก โดยที่ TPS จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานในแต่ละวันขององค์การเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเป็นระบบ TPS มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการดังนี้

1. การทำบัญชี (Bookeeping) ทำหน้าที่ในการเก็บบันทึกการปฏิบัติงานหรือเหตุการณ์ทางการบัญชีที่เกิดขึ้นในแต่ละวันขององค์การ การปฏิบัติงานมักเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 กลุ่มคือ ลูกค้า และ ผู้ขายวัตถุดิบโดยที่องค์การต้องมีการลงบันทึกรายการสินค้าในแต่ละวัน และบันทึกรายการซื้อสินค้ามาเข้าร้าน

2. การออกเอกสาร (Document Issuance) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละวัน เช่น การออกใบรับส่งสินค้า การออกเช็ค ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น

3. การทำรายงานควบคุม (Control Reporting) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่างๆ ที่มีผลมาจากการดำเนินงานขององค์การ เพื่อตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานขององค์การ เช่น การออกเช็คเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน เป็นต้น

ตัวอย่างเช่นบริษัท Avon นำเทคนิคการป้อนข้อมูลแบบสแกนบาร์โค้ดสินค้าเพื่อลดความผิดพลาดของการคีย์ข้อมูลใบสั่งสินค้า ซึ่งทำให้มีความแม่นยำมากขึ้น 76% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 75% เวลาของการสั่งซื้อสินค้าลดลง 67% ลดต้นทุนลง 65%
1.2 ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ (Management Reporting System)
ตอบ ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ (Management Reporting System) หรือเรียกว่า MRS หมายถึงระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อรวบรวม ประมวลผล จัดระบบ และจัดทำรายงานหรือเอกสาร สำหรับช่วยในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
ตัวอย่างเช่น การกระทำพื้นฐานที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการทางธุรกิจ เช่น การขายสินค้า การจองตั๋วเครื่องบิน การซื้อสินค้าผ่านเครดิตการ์ดและการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง เป็นต้น
1.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Supporting System)
ตอบ-ใช้สำหรับประกอบการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบไม่มีโครงสร้าง(unstructured situations) โดยจะมีการนำวิจารณญาณของมนุษย์กับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ
-ระบบ DSS ช่วยในการตอบสนองความต้องการที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน
-ช่วยในการตัดสินในที่ต้องความรวดเร็วสูง
ตัวอย่าง การส่งสินค้า เพื่อส่งสินค้ากว่า 300 ชนิด เช่น นม เบียร์ และอื่น ๆ ระบบดังกล่าวช่วยคำนวณความสมดุลระหว่างค่านำส่ง ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ กับความถี่ในการนำส่งปริมาณต่ำสุดในการสั่งสินค้า รวมถึงการกำหนดจำนวนสินค้าแต่ละชนิดที่จะผลิตและการนำสินค้านั้นไปเก็บไว้ในคลังสินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการตัดสินของบริษัทซาน ไมเกล โดยใช้เกณฑ์ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ ช่วยในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทซาน ไมเกล ได้มากขึ้นและยังช่วยในการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทซาน ไมเกล ในการจ้างพนักงานมาบริหารงานของบริษัท

1.4 ระบบสารสนเทศสำนักงาน (Office Information System)
ตอบ เป็นระบบการจัดการสารสนเทศในสำนักงานโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในสำนักงาน เช่น อุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ โมเด็ม (Modem) โทรศัพท์ เครื่องโทรสาร เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น เพื่อใช้เกี่ยวกับงานประมวลผลคำ งานพิมพ์ตั้งโต๊ะ งานส่งข่าวสารข้อมูลและอื่น ๆ เป็นระบบเกี่ยวกับการผลิตเอกสาร การติดต่อประสานงานโดยเกี่ยวข้องกับระบบ TPS และ MIS เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในงาน บริหารในสำนักงานเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงาน
 
2. จงเปรียบเทียบระบบ TPSกับระบบ MIS และ DSS




ลักษณะของระบบ

ระบบประมวลผลธุรกรรม(TPS)

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS)

ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

(DSS)

1. วัตถุประสงค์หลัก

ควบคุมการปฎิบัติงาน

สนับสนุนการการบริหาร

จัดทำและประมวลสารสนเทศ

2. จุดเด่นของระบบ

รวบรวมและแสดงกิจกรรม

รวบรวมประมวลผลจากระบบและจัดทำรายงาน

จัดเตรียมสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร

3. ผู้ใช้ระบบ
นักปฎิบัติการ


องค์กร

บุคคล กลุ่มคน และองค์กร

4. ชนิดของปัญหา

มีโครงสร้าง

กึ่งมีโครงสร้าง

ไม่มีโครงสร้าง

5. แหล่งข้อมูล

เรียกสารสนเทศมาอ้างอิง

ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล

ใช้โมเดลในการวิเคราะห์

6. ความคล่องตัวของระบบ
 
 

สนับสนุนการดำเนินงานในแต่ละส่วนให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย

ระบบจะพิมพ์รายงานออกมา ตามระยะเวลาที่กำหนดจะไม่ได้ตามที่ต้องการทันที่

onlineและrealtime
 
3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆอย่างกว้างขวาง ทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการบริการสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในปัจจุบัน จงอธิบายผลกระทบทางบวกและทางลบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบผลกระทบทางบวกคือ

1. เพิ่มความสะดวกสบายในการสื่อสาร การบริหาร และการผลิต ทำให้ชีวิตคนในสังคมได้รับความสะดวกสบาย เช่น การติดต่อผ่านธนาคารด้วยระบบธนาคารที่บ้าน (Home Banking) การทำงานที่บ้าน เป็นต้น

2. เกิดสังคมแห่งการสื่อสารและสังคมโลก เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเอาชนะเรื่องระยะทาง เวลา และสถานที่ได้ด้วยความเร็วในการติดต่อสื่อสารที่เป็นเครือข่ายความเร็วสูง ทำให้มนุษย์ในสังคมสามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว

3. มีระบบผู้เชี่ยวชาญต่างๆในฐานข้อมูลความรู้ เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์

4. เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างโอกาสให้คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาสจากการพิการทางร่างกาย เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือคนพิการให้สามารถพัฒนาทักษะและความรู้ได้
 5. เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่มีขีดจำกัดย่อมส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. เกิดช่องว่าทางสังคม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน ผู้ใช้จึงเป็นชนชั้นในอีกระดับหนึ่งของสังคม ในขณะที่ชนชั้นระดับรองลงมามีจำนวนมากกลับไม่มีโอกาสใช้
7. เกิดการต่อต้านเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อการใช้งานมากขึ้นในด้านต่างๆ เช่นด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจการค้า และธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ
8. อาชญากรรมบนเครือข่าย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆขึ้น เช่นปัญหาอาชญากรรม ตัวอย่างเช่น อาชญากรรมในรูปแบบของการขโมยความลับ การขโมยข้อมูลสารสนเทศ เป็นต้น
9. ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ การจ้องมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ มีผลเสียต่อสายตาซึ่งทำให้สายตาผิดปกติ มีอาการแสบตา เวียนศีรษะ นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพจิต เกิดโรคทางจิตประสาท เช่น โรคคลั่งอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

 


วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่2

1. นิยามความหมายและยกตัวอย่างของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

ตอบ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System) หรือ MIS หมายถึงระบบที่รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ทั้งภายในและภายนอกองค์การอย่างมีหลักเกณฑ์ เพื่อนำมาประมวลผลและจัดรูปแบบให้ได้สารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน และการตัดสินใจในด้านต่าง ของผู้บริหาร


2.ข้อมูลและสารสนเทศมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ตอบ ข้อมูล (Data) หมายถึงข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่ถูกเก็บรวบรวมจากแหล่งต่าง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ส่วนสารสนเทศ (Information) หมายถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลดิบที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลและสารสนเทศสามารถใช้ทดแทนกันในหลายโอกาส แต่บางครั้งอาจมีความหมายที่แตกต่างกันมาก เนื่องจากความเจาะจงในการใช้งาน

3. สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร

ตอบ การพัฒนาระบบสารสนเทศต้องคำนึงถึงคุณสมบัติสำคัญของ MIS ดังต่อไปนี้


1.ความสารถในการจัดการข้อมูล (Data Manipulation)


2.ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)


3.ความยืดหยุ่น (Flexibility)


4.ความพอใจของผู้ใช้งาน (User Satisfaction)


4. ระบบสารสนเพทศเพื่อการจัดการมีประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจอย่างไร

ตอบ ประโยชน์ของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีดังนี้


1.ช่วยให้ผู้ใช้สารมารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์


2.ช่วยผู้ใช้ในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ


3.ช่วยผู้ใช้ในการตรวจสอบผลการดำเนินงาน


4.ช่วยผู้ใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา


5.ช่วยให้ผู้ใช้มารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น


6.ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงานและค่าใช้จ่ายในการทำงาน

5. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง

ตอบ ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพจะจัดระบบสารสนเทศในองค์การให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานและการแก้ปัญหาสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง


6. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมีกี่ระดับ อะไรบ้าง


ตอบ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการมี 3 ระดับ ดังต่อไปนี้


1.หัวหน้างานระดับต้น (First-Line Supervisor หรือ Operation Manager)


2.ผู้จัดการระดับกลาง (Middle Manager) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ควบคุมการประสานงานระกว่างหัวหน้างานระดับปฏิบัติการและผู้บริหารระดับสูง


3.ผู้บริหารระดับสูง (Executive หรือ Top Manager) เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง วางนโยบาย และแผนงานระยะยางขององค์การ

7. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานระบบสารสนเทศและระดับของผู้บริหารในองค์การ

ตอบ แสดงความสัมพันธ์ของระบบสารสนเทศกับระดับผู้บริหาร


ลักษณะของระบบ
ระดับของผู้ใช้
ผู้จัดการระดับปฏิบัติการ
ผู้จัดการระดับกลาง
ผู้จัดการระดับสูง
-ที่มาของสารสนเทศ
-ภายใน
-ภายใน
-ทั้งภายในและภายนอก
-วัตถุประสงค์ของการใช้สารสนเทศ
-ปฏิบัติงาน
-ควบคุมผลปฏิบัติงาน
-วางแผน
-ความถี่ของการใช้สารสนเทศ
-สูง
-ปานกลาง
-ไม่แน่นอน
-ขอบเขตของสารสนเทศ
-แคบแต่ชัดเจน
-ค่อนข้างกว้าง
-กว้าง
-ความละเอียดของสารสนเทศ
-มาก
-สรุปกว้างๆ
-สรุปชัดเจน
-การายงานเหตุการณ์
-ที่เกิดขึ้นแล้ว
-เกิดแล้ว/กำลังจะเกิด
-อนาคต
-ความถูกต้องของสารสนเทศ
-สูง
-ปานกลาง
-ตามความเหมาะสม


8. ผู้บริหารควรมีบทบาทต่อการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การอย่างไร

ตอบ ผู้บริหารควรมีบทบาทต่อการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การดังนี้


1. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้างประสิทธิภาพ และความพร้อมในการแข่งขันให้กับองค์การ


2. เข้าใจความต้องการของระบบและองค์การในสภาพแวดล้อมยุคโลกาภิวัตน์


3. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์การ


4. มีส่วนร่วมในการออกแบบและการพัฒนาโครงสร้างระบบสารสนเทศรวมขององค์การ


5. บริหารและตัดสินใจในการสรรหาและคัดเลือกเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคม

9. โครงสร้างของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ส่วน อะไรบ้าง

ตอบ โครงสร้างของหน่วยงานสารสนเทศในองค์การจะแบ่งเป็น 3 ส่วนดังต่อไปนี้

1.หน่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Design Unit) มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ พัฒนา และวางระบบงานคอมพิวเตอร์และสารสนเทศให้เหมาะสม

2.หน่วยเขียนชุดคำสั่ง (Programming Unit) มีหน้าที่นำระบบงานที่ได้รับการออกแบบหรือความต้องการเกี่ยวกับชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ จากหน่วยงานอื่นมาทำการเขียนหรือพัฒนาชุดคำสั่ง

3.หน่วยปฏิบัติการและบริการ (Operations and Services Unit) ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการให้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุน สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

10. บุคลากรของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

ตอบ บุคคลการของหน่วยงานสารสนเทศแบ่งออกเป็น 7 ประเภทดังนี้

1.หัวหน้าพนักงานสารสนเทศ (Chief Information Officer) หรือที่นิยมเรียกว่า CIO เป็นบุคลากรระดับสูงขององค์การ

2.นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Design) หรือที่นิยมเรียกว่า SA มีหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบงานในระดับต่าง

3.ผู้เขียนชุดคำสั่ง (Programmer) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เขียนชุดคำสั่ง เพื่อควบคุมและสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ

4.ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

5.ผู้จัดตารางเวลา (Scheduler) ทำหน้าที่จัดตารางเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ให้กับงานแต่ละชนิดภายในห้องคอมพิวเตอร์

6.พนักงานจัดเก็บและรักษา (Librarian) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เก็บรักษาและจัดทำรายการของอุปกรณ์

7.พนักงานจัดเตรียมข้อมูล (Data Entry Operator) ทำหน้าที่ในการนำข้อมูลจากเอกสารเบื้องต้น มาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจได้

11. เพราะเหตุใดผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับจริยธรรมและจรรยาบรรณ

ตอบ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือที่เรียกว่า IT ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อีกทั้ง IT มีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องการกระจายอำนาจ ทรัพย์สิน สิทธิและความรับผิดชอบ การพัฒนา IT ทำให้เกิดผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้ได้ประโยชน์ หรือผู้เสียประโยชน์ จะเห็นว่าระบบข้อมูลสารสนเทศนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยแผนกหรือฝ่ายสารสนเทศเพื่อการจัดการจะมีนโยบายที่แน่นอนในการจัดการข้อมูลให้เกิดความปลอดภัย ใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้ทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ

12. จงอธิบายตัวอย่างผลกระทบทางบวกและทางลบของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอบ ผลกระทบทางบวกมีดังนี้

1.เพิ่มความสะดวกสบายในการสื่อสาร การบริหาร และการผลิต

2.เกิดสังคมแห่งการสื่อสารและสังคมโลก

3.มีระบบผู้เชี่ยวชาญต่าง ในฐานข้อมูลความรู้

4.เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างโอกาสให้คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาสจากการพิการทางร่างกาย

5.พัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเกิดการศึกษาในรูปแบบใหม่

6.การทำงานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

7.ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการบริโภคสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพดีขึ้น

ผลกระทบทางลบมีดังนี้

1.ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นในสังคม

2.ก่อให้เกิดความการรับวัฒนธรรมหรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนในสังคมโลก

3.ก่อให้เกิดผลด้านศีลธรรม

4.การมีส่วนร่วมของคนในสังคมลดน้อยลง

5.การละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

6.เกิดช่องว่างทางสังคม

7.เกิดการต่อต้านเทคโนโลยี

8.อาชญากรรมบนเครือข่าย

9.ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ